ปศุสัตว์เขต 9

Veerachai
นายสัตวแพทย์วีรชัย  วิโรจน์แสงอรุณ
ปศุสัตว์เขต 9

กิจกรรมของสำนักงานปศุสัตว์เขต 9

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จเปิดในงาน ของดีนราธิวาส ประจำปี 2562
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 เวลา 9.30 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมร...
ส่วนสุขภาพสัตว์ เขต 9 ร่วมกับเทศบาลนครสงขลาได้จัด โครงการวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก world rabies day ประจำปีงบประมาณ 2562
วันที่ 16-17 กันยายน 2562 ส่วนสุขภาพสำนักงานปศุสัตว์เขต 9 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสงขลา สำนักงานปศุสั...

ข่าวสารประชาสัมพันธ์

ความรู้เผยแพร่ด้านปศุสัตว์

ไอคอนลิงค์

เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

แผนพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชา IDP

แผนพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชารอบ 2/2562
 
- หลักฐานประกอบ (สำรองไฟล์)

สถิติผู้เข้าชม

003412
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
12
80
349
2723
926
1357
3412

Your IP: 103.55.142.127
2019-10-18 01:03

กำลังออนไลน์

มี 67 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

นกกระจอกเทศ OSTRICH (Struthio Camclus) เป็นนกขนาดใหญ่ที่สุดและบินไม่ได้มีถิ่นกำเนิดที่ทวีปอาฟริกาเป็นสัตว์ในตระกูล Struthionilac

- ตัวผู้ เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงถึง 2.5 เมตร กึ่งหนึ่งเป็นความสูงของสำคอและศรีษะ หนักราว 155 กิโลกรัม 
- ตัวเมีย จะมีขนาดเล็กกว่า ไข่นกกระจอกเทศโดยเฉลี่ยแล้วมีความยาว 150 มิลลิเมตร หนัก 1.35 กิโลกรัม เป็นไข่ที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน

นกกระจอกเทศส่วนใหญ่จะมีขนสีดำ ส่วนหางและปีกเป็นขนสีขาว นกตัวเมียส่วนมากขนสีน้ำตาล ส่วนหัวมีสีชมพูและฟ้า มักเป็นขนอ่อน ส่วนขาไม่มีขน ศรีษะเล็ก จงอยปากสั้นและแบน ตาโตขนตามีสีน้ำตาลปนดำ  ธรรมชาติของนกกระจอกเทศชอบอยู่กันเป็นฝูงราว 5 – 50 ตัว กินพืชเป็นอาหาร ส่วนเท้ามีนิ้ว 2 นิ้ว แข็งแรงจนเป็นกีบ เมื่อตกใจหรือถูกรุกรานจากคนหรือสัตว์กินเนื้อจะวิ่งหนีได้ในอัตราความเร็วถึง 65 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในยามคับขันจะใช้เท้าเตะคู่ต่อสู้

ตั้งแต่ปีค.ศ.1950เป็นต้นมามีผู้ค้นคว้าพบว่าเนื้อนกกระจอกเทศเป็นเนื้อสัตว์ชนิดเดียวที่เทียบชั้นได้กับเนื้อวัวทั้งยังมีแคลลอรีไขมันและคลอเลสเตอรอลต่ำกว่า นับว่าเป็นข่าวสะเทือนวงการนักชิมทั้งหลาย ปัจจุบันสหรัฐอเมริกานำเข้าเนื้อนกกระจอกเทศปีละ 150,000 ตัวเป็นอย่างน้อยและในปี ค.ศ. 1992 นกกระจอกเทศสำรวจได้ทั่วโลกมีจำนวนเพียง 151,000 ตัว โดย 95 % อยู่ในอาฟริกาใต้

ตั้งแต่ ค.ศ. 1987 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาเริ่มทำการขยายพันธุ์ด้วยวิธีผสมเทียมจวบจนปี ค.ศ. 1995 มียอดแม่พันธุ์ 150,000 คู่และในแต่ละปีส่งนก 40 % คือราว 120,000 ตัวสู่ตลาดแม้มูลค่าตลาดเนื้อและเครื่องหนังของสหรัฐอเมริกาแต่ละปีจะมีมูลค่าราว 75,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณนกกระจอกเทศที่สนองตลาดดังกล่าว จึงนับได้ว่าเป็นปริมาณเพียงน้อยนิดเท่านั้น นกกระจอกเทศที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกามีราคาปอนด์ละ 30 เหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นเนื้อที่ราคาสูงมาก แต่ยังคงไม่สามารถสนองความต้องการของตลาดได้เพียงพอ ในรัฐเท็กซัสของสหรัฐอเมริกา เนื้อนกกระจอกเทศมีจำหน่ายภัตาคารชั้นสูงเท่านั้น

นกกระจอกเทศที่คนทั่วไปคุ้นเคยก็คือพันธุ์อาฟริกาเหนือ S.C Camclus ซึ่งอาศัยอยู่ในมอรอคโคและซูดาน มีจำนวนไม่มากนัก ส่วนพันธุ์ ซีเรีย S.C-Syriacusสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อ ค.ศ. 1941 ซากหินนกกระจอกเทศถูกค้นพบที่ตอนใต้ของรัสเซีย อินเดียและตอนเหนือของประเทศจีน 
นกกระจอกเทศมี 4 ชนิดคือแบ่งตามสีขนมีสีน้ำเงิน สีแดง ดำอาฟริกาและสีคล้ำใกล้เคียงกับดำอาฟริกา นกกระจอกเทศเมื่อแรกเกิดหนักราว 1.5 ปอนด์ สูง 10 – 12 นิ้ว เมื่อลูกนกครบเดือนจะสูงราว 1 ฟุต เมื่อลูกนกสูงได้ 5 – 6 ฟุต แล้วจึงชะลอการเติบโตในส่วนสูง นกที่โตเต็มที่สูงราว 7 – 10 ฟุต น้ำหนักสูงสุดราว 450 ปอนด์ โดยทั่วไปนกกระจอกเทศจะตกไข่เมื่ออายุ 3 ปี และสามารถออกไข่ไปจนถึงอายุ 50 ปี แต่ละปีจะให้ไข่ราว 30 –100 ฟอง นกกระจอกเทศปรับตัวได้ดีกับภูมิอากาศและอยู่ได้แม้ในเนื้อที่ขนาดเล็ก นก 1 คู่ หรือ 3 ตัว อยู่รวมกันใช้พื้นที่เพียง 1/3 เอเคอร์เท่านั้น 
นกที่โตแล้วต้องการอาหารเพียงวันละ 4 ปอนด์ นกกระจอกเทศอาฟริกาเป็นนกที่มีราคาและไข่ดกกว่าชนิดอื่น ๆ แต่ถ้าเกิดตายไปผู้เลี้ยงก็สูญเสียมากเช่นกัน สำหรับนกกระจอกเทศที่ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาเลี้ยงเป็นการค้าในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ
1.) พันธุ์คอแดง (Red Neck) ซึ่งพัฒนามาจากพันธุ์ S.Camssaicus และ S.massaicus นกกระจอกเทศนี้จะมีลักษณะผิวสีชมพูเข้มตัวผู้จะมีขนสีดำตลอดลำตัว ยกเว้นปลายหางและปลายปีกจะมีสีขาว ส่วนตัวเมียจะมีสีน้ำตาลเทา มีขนาดตัวใหญ่มาก สูง 2.00 – 2.50 เมตร น้ำหนัก 105 – 1 65 กิโลกรัม ให้ผลผลิตเนื้อมาก แต่ไข่น้อย ตัวผู้ค่อนข้างดุ โดยเฉพาะในฤดูผสมพันธุ์ 
2.) พันธุ์คอน้ำเงิน (Blue Neck) พัฒนามาจากพันธุ์ S.molybdophanes S.australis พันธุ์นี้จะมีลักษณะผิวหนังสีฟ้าอมเทา สีขนจะเหมือนกับพันธุ์คอแดงแต่ตัวจะเล็กกว่าเล็กน้อย ให้เนื้อน้อยกว่าพันธุ์คอแดง แต่ให้ไข่มากกว่า 
3.) พันธุ์คอดำ ( Black Neck หรือ African Black ) พัฒนามาจากพันธุ์ S.camelus, S.massaicus และ S.molybdophanes ลักษณะผิวหนังจะมีสีเทาดำ เท้าและปากสีดำ ตัวเล็ก ให้ผลผลิตเนื้อน้อย แต่ให้ไข่มากกว่าพันธุ์อื่น ๆ และมีนิสัยเชื่อง ไม่ดุร้าย พันธุ์คอดำ ถือเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถให้ไข่ได้มากถึง 80 ฟอง/ปี 
นกกระจอกเทศ จัดว่าเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกขนาดโตเต็มที่สูงประมาณ 2 – 2.5 เมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่จะหนักประมาณ 160 กิโลกรัม มีอายุยืนได้ถึง 65 – 75 ปี ตัวผู้มีขนาดโตกว่าตัวเมีย ตัวผู้เมื่อโตเต็มวัยขนตามลำตัวจะเปลี่ยนไปเป็นสีดำ ส่วนขนปีกและขนหางจะเป็นสีขาวสวยงามมาก 
สำหรับตัวเมียจะมีขนตามตัวสีน้ำตาลเทาอ่อน ปากมีลักษณะแบนและกว้างมาก ดวงตากลมโต หัวเล็ก ศรีษะล้าน มีขนอ่อนบางสีเทา น้ำตาลอ่อนคล้ายสีครีมหรือผลมะอึก คอยาวและมีขนอ่อนเช่นเดียวกับหัว ปีกเล็กไม่สมตัว ขนที่ปีกยาวพอสมควรแต่ก็ไม่ใช่ขนสำหรับการบิน ซึ่งขนปีกมีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น ขาและโคนขาเป็นขาเกลี้ยง ๆ ไม่มีขน 
ลักษณะเท้าของนกกระจอกเทศจะพบว่ามีนิ้วเท้าข้างละ 2 นิ้ว ใต้นิ้วเป็นเนื้ออ่อน ๆ ปลายนิ้วทู่ ๆ ใหญ่ ๆ นิ้วทั้งสองจัดเป็นนิ้วกลางและนิ้วนางเท่านั้น นิ้วที่ใหญ่มากคือนิ้วกลาง ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์โลกอย่างหนึ่งคือ สัตว์ที่ไม่ใช้ความเร็วของฝีเท้าจะมีนิ้วครบชุดมือ – เท้าข้างละ 5 นิ้ว หากสัตว์นั้นต้องการความเร็วของฝีเท้าเพื่อวิ่งหนีศัตรู ธรรมชาติก็จะวิวัฒนาการให้นิ้วหายไปทีละนิ้วสองนิ้วจนเหลือแต่เพียงนิ้วเดียว เช่นเท้าของม้า มีเพียงนิ้วเดียวที่เรียกว่ากีบเท้าม้า 
ลักษณะการวิ่งของนกกระจอกเทศ เมื่อออกวิ่งจะยืดหัวกับคอไปข้างหน้า ปีกที่ใช้ประโยชน์ในการบินจะกางออกเล็กน้อยเพื่อการทรงตัว ปกตินกกระจอกเทศจะเป็นสัตว์อารมณ์ดี นิสัยไม่ดุร้ายมีความสนใจในสิ่งแปลกใหม่ ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มและไม่ทำร้ายใครก่อน แต่ค่อนข้างที่จะเป็นสัตว์ที่ตื่นตกใจง่าย เมื่อมีเสียงดังจะตกใจวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว ถ้ามีอะไรขวางจะชนทันที จึงเป็นอันตรายสำหรับนกเอง แต่ถ้าคุ้นเคยก็จะเข้ามาหา ชอบใช้ปากจิกสิ่งแปลกใหม่และวัสดุสะท้อนแสง 
ดังนั้น คนที่เลี้ยงนกกระจอกเทศหรือเข้าไปดูนกกระจอกเทศไม่ควรใส่แหวน ตุ้มหู และเครื่องประดับอื่น ๆ ที่เป็นพวกโลหะ เพชร พลอย และอื่น ๆ ที่สะท้อนแสง นกกระจอกเทศจะชอบอยู่กันอย่างเงียบ ๆ ไม่ค่อยชอบส่งเสียง ไม่ร้องหนวกหู 
นกกระจอกเทศนั้นถึงแม้ว่าจะมีมันสมองเล็กแต่ก็มีความสามารถในการจดจำบางสิ่งบางอย่างได้เป็นอย่างดีมีความสามารถในการจำผู้เลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี จำสถานที่พักอาศัยที่ปลอดภัยได้ และถ้าตกใจหรือถูกรังแกทำร้ายจากสัตว์ชนิดใด นกกระจอกเทศจะจดจำ เมื่อจวนตัวหรือโกรธจะต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการเตะไปข้างหน้าพร้อมทั้งจิกศัตรูที่รังแก 
ธรรมชาติได้สร้างให้นกกระจอกเทศมีสีที่พรางตัวเป็นอย่างดีในทุ่งหญ้าแถบทะเลทราย และคอที่ยาวจึงสามารถมองเห็นศัตรูที่จะมาทำร้ายได้ในระยะไกล ๆ นกจะยืดหดคอและหัวขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดเวลาเพื่อเป็นการตรวจสอบระแวดระวังภัย 
โดยทั่วไปแล้วนกกระจอกเทศชอบที่จะอาศัยอยู่ในสภาพพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่นจนถึงร้อน มีความชื้นต่ำ ในเวลากลางวันที่แดดร้อนจะหลบเข้าตามร่มเงาของต้นไม้ ดังนั้นการเลี้ยงนกกระจอกเทศจะให้ประสบความสำเร็จควรจะเลี้ยงในพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่น ไม่มีฝนตกชุกมากนัก ความชื้นต่ำ ซึ่งในประเทศไทยพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดควรเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางตอนล่างเป็นต้น พื้นที่ที่ไม่เหมาะสมได้แก่ ภาคใต้และภาคตะวันออก ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณฝนชุกและความชื้นสูง พายุลมฝนและบางครั้งมีฝนตกติดต่อกันหลายวันอากาศชื้น มีลมหนาวเย็น อาจทำให้นกกระจอกเทศเจ็บป่วยได้ 
ภูมิอากาศที่เป็นอันตรายที่สุดสำหรับนกกระจอกเทศคือ ลมพายุฝน ฝนที่ตกพรำ ๆ และมีอากาศหนาว ลูกเห็บ ซึ่งในต่างประเทศที่เลี้ยงนกกระจอกเทศจึงมีคอกพักที่ปิดมิดชิดให้ความอบอุ่นแก่นกกระจอกเทศ 
นกกระจอกเทศเมื่อมีอายุประมาณ 10 – 14 เดือนน้ำหนักประมาณ 90 – 110 กิโลกรัม เป็นวัยที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุด แต่ต้นทุนการผลิตต่ำสุด เมื่อนกกระจอกเทศอายุมากขึ้น อัตราการเปลี่ยนอาหารให้เป็นเนื้อก็จะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าต้องกินมากแต่ได้เนื้อน้อย ต้นทุนในการผลิตก็จะยิ่งมากขึ้นด้วย นกกระจอกเทศหนึ่งตัวสามารถให้ผลผลิตต่าง ๆ มากมายและมีคุณภาพดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ หนัง ขนหรือไข่เพราะการผลิตแต่ละชนิดมีความสามารถเฉพาะตัวดังนี้ 
1.หนัง(Leeather) ถือว่าเป็นส่วนที่มีค่าและราคาแพงที่สุดเพราะหนังนกกระจอกเทศมีคุณภาพดีเยี่ยม ดีกว่าหนังจรเข้เสียอีก นกกระจอกเทศ 1 ตัว จะให้หนังที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไปถึง 3 แบบคือ

  • หนังส่วนแข้ง จะมีลักษณะเป็นเกล็ดคล้ายหนังของสัตว์เลื้อยคลานบางประเภท
  • หนังบริเวณต้นขา จะเป็นหนังเรียบคล้ายหนังวัว
  • หนังบริเวณหลัง จะมีเม็ดตุ่มนูนขึ้นมา ซึ่งตุ่มนี้คือรูขุมขนนั่นเอง

หนังของนกกระจอกเทศสามารถนำไปใช้ประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแจ๊คเก็ต กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด หรือบู๊ตก็ตาม นกกระจอกเทศอายุ 10 – 14 เดือน จะให้หนังที่มีคุณภาพดีที่สุดขนาด 1.1 – 1.5 ตารางเมตร

2.เนื้อ (Meat) เนื้อนกกระจอกเทศจะมีสีแดงเหมือนเนื้อวัวแต่รสชาติจะอ่อนนุ่มคล้ายเนื้อไก่ มีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำมาก จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไขมันในเส้นเลือดสูง หรือผู้ที่บริโภคเนื้อวัวก็สามารถหันมาบริโภคเนื้อนกกระจอกเทศได้ อายุที่ควรส่งโรงงานแปรรูปคือ 10 – 14 เดือน มีน้ำหนักระหว่าง 90 – 110 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อชำแหละแล้วจะได้น้ำหนักซาก 50 – 55 % โดยเฉลี่ยจะเป็นเนื้อที่ขาเสีย 33 – 35 % นอกจากนั้นก็เป็นเนื้อจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จากการวิเคราะห์ พบว่าเนื้อนกกระจอกเทศมีคุณค่าทางอาหารที่ดี มีไขมันต่ำ (1.2%) คอเลสเตอรอลน้อยประมาณ 600 มิลลิกรัม โปรตีนสูงกว่า 20 % น้ำ 75.4 % นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น ในเนื้อนกกระจอกเทศ 100 กรัม จะมีแมกนีเซียม 21.5 มิลลิกรัม ฟอสเฟต 208 มิลลิกรัม และโพแทสเซียม 351.4 มิลลิกรัม

ตาราง ส่วนประกอบของโภชนะในเนื้อสัตว์ประเภทต่าง ๆ (คำนวณจากสัตว์ชนิดละ 85 กรัม)

ชนิดของเนื้อ

โปรตีน (กรัม)

ไขมัน (กรัม)

แคลอรี่ (มิลลิกรัม)

คอเลสเตอรอล(มิลลิกรัม)

เนื้อนกกระจอกเทศ

22.0

2.0

96.9

58.0

เนื้อนกอีมู

22.8

4.0

94.4

52.6

เนื้อวัว

23.0

15.0

240.0

77.0

เนื้อไก่

27.0

3.0

140.0

73.0

เนื้อไก่งวง

25.0

3.0

135.0

59.0

เนื้อแกะ

22.0

13.0

205.0

78.0

เนื้อหมู

24.0

19.0

275.0

84.0

3.ขน (Feathers) พัฒนาการของขนนกกระจอกเทศตั้งแต่แรกเกิดจนถึงโตเต็มที่ จะแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ คือ ระยะแรกเกิดเข้าสู่ระยะลูกนก แล้วเป็นนกรุ่น และไปสิ้นสุดที่นกโตเต็มวัย (Adult) ใช้เวลานาน 16 เดือน จนเมื่อนกกระจอกเทศอายุ 2 ปีขึ้นไป ขนนกจะไม่มีการพัฒนารูปแบบอีกเลย นกตัวผู้จะมีขนสีดำปลายปีกและหางจะมีสีขาว ส่วนตัวเมียจะมีขนสีน้ำตาลเทาตลอดลำตัว ขนสีขาวบริเวณปลายปีกและหางจะมีราคาแพงที่สุด ผู้เลี้ยงสามารถตัดขนนกระยะห่างกันทุก 6 เดือน จะได้ขนนกประมาณ 1.5 – 2 กิโลกรัม โดยนำไปใช้ทำเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งเสื้อผ้า และที่สำคัญที่สุดคือ ทำเป็นไม้ปัดฝุ่นสำหรับใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่บอบบางต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

ก.โรงเรือน

นกกระจอกเทศเป็นสัตว์ที่ใช้ชีวิตในพื้นที่ป่าโปร่งเป็นทุ่งหญ้าพื้นที่ราบแถบทะเลทรายที่มีพืชอาหารสัตว์อุดมสมบูรณ์ มีพฤติกรรมในการวิ่งที่เร็วมาก อิสระในการใช้ชีวิตมีอยู่สูง และเป็นสัตว์ที่ตื่นตกใจง่าย ดังนั้น พื้นที่ที่ใช้เลี้ยงนกกระจอกเทศควรจะต้องเลือกพื้นที่ดังนี้
1. พื้นที่เป็นที่ดอน ไม่มีน้ำท่วมขัง สามารถปลูกพืชอาหารสัตว์สำหรับนกกระจอกเทศได้เป็นอย่างดี 
2. ลักษณะดินควรเป็นดินร่วนปนทรายสามารถซึมซับน้ำลงสู่ใต้ดินได้อย่างรวดเร็ว น้ำไม่ท่วมขัง 
3. ลักษณะภูมิอากาศ ค่อนข้างแห้งแล้งปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 1,000 มิลลิลิตร/ปี จะเหมาะสมมาก ถ้ามีฝนตกชุกควรไม่เกิน 1,500 มิลลิลิตร/ปี เพราะนกกระจอกเทศไม่ชอบภูมิอากาศที่ชื้นแฉะและมีฝนตกชุกเกินไป ซึ่งจะทำให้ป่วย 
4. ห่างไกลจากชุมชนและถนนใหญ่พอสมควรเพราะนกจะมีนิสัยตื่นตกใจง่าย จึงควรเลี้ยงแบบอิสระ ห่างไกลจากเสียงรบกวน จะทำให้นกไม่เครียด 
5. มีแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้และให้นกกระจอกเทศกินได้ตลอดปี

ชนิดของคอกและโรงเรือนเลี้ยงนกกระจอกเทศ 
1. คอกเลี้ยงนกกระจอกเทศพ่อ – แม่พันธุ์ นกกระจอกเทศควรจะเลี้ยงแบบเป็นชุดประกอบด้วยนกกระจอกเทศเพศผู้ 1 ตัวต่อแม่พันธุ์นกกระจอกเทศ 1 – 3 ตัว ซึ่งจะต้องมีโรงเรือนที่เหมาะสมสำหรับการผสมพันธุ์และวางไข่ โรงเรือน 1 หลังต่อ นกกระจอกเทศ 1 ชุด 
คอกเลี้ยงนกกระจอกเทศพ่อ – แม่พันธุ์ จะต้องประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ 
1.1 โรงเรือน(Sheld) ส่วนประกอบจะต้องมีหลังคาซึ่งมีความสูงไม่น้อยกว่า 4 เมตร มีฝาผนัง 4 ด้าน มีประตูเข้าออก สามารถป้องกันแดด ลม พายุ ฝน ได้เป็นอย่างดี ตัวโรงเรือนควรจะมีขนาดกว้างยาวประมาณ 8 * 10 เมตร ประตูเข้าออกควรจะมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งสำหรับผู้เลี้ยงเข้า – ออก อีกด้านหนึ่งสำหรับนกกระจอกเทศเข้า – ออก 
สาเหตุที่มีประตู 2 ด้าน เพื่อเป็นการป้องกันนกกระจอกเทศไม่ให้เข้ามาทำร้ายขณะเก็บไข่ออกไปฟัก ซึ่งในฤดูผสมพันธุ์นกกระจอกเทศเพศผู้จะดูและหวงไข่ ต้องกันออกไปข้างนอกก่อนจึงจะเก็บไข่ได้ และในกรณีที่นกป่วยจะได้ขังไว้ในโรงเรือนทำให้สามารถจับนกทำการรักษาได้สะดวก หรือในกรณีที่มีพายุฝนตกหนัก ควรจะปิดขังไม่ให้นกกระจอกเทศออกไปเล่นฝน ภายในโรงเรือนจะต้องประกอบด้วยรางน้ำรางอาหาร พื้นของโรงเรือนควรจะเป็นพื้นดินอัดแน่นและปูทับด้วยทรายที่สะอาดให้มีความหนาไม่น้อยกว่า 6 นิ้วให้ทั่วโรงเรือนสำหรับนกกระจอกเทศเพศเมียจะทำหลุมวางไข่ในฤดูผสมพันธุ์ 
1.2 พื้นที่อเนกประสงค์ พื้นที่ควรจะเป็นที่ว่างมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 1 ไร่ แต่พื้นที่ที่เหมาะสมควรจะมีพื้นที่ระหว่า ประมาณ 2 – 5 ไร่ ต่อนกกระจอกเทศ 1 ชุดผสมพันธุ์ (Trios) คือพ่อพันธุ์ 1 ตัว แม่พันธุ์ 2 ตัว ในกรณีพื้นที่ 1 ไร่ ควรจะมีความกว้างยาวของพื้นที่คือ 32*50 เมตร ที่กำหนดไว้เช่นนี้เนื่องจากนกกระจอกเทศชอบวิ่งเล่นหากความกว้างและความยาวต่ำกว่านี้จะเป็นอันตรายต่อนกกระจอกเทศ เพราะมันจะวิ่งชนรั้วเนื่องจากหักเลี้ยวไม่ทัน ขนาดความกว้างที่พอเหมาะสมคือ 60 * 100 เมตร นกจะอาศัยอยู่อย่างสบาย ออกกำลังอย่างเต็มที่ ซึ่งภายในบริเวณพื้นที่ควรจะปลูกพืชอาหารสัตว์ให้นกได้จิกกิน ก็จะเป็นการดีต่อสุขภาพของนกกระจอกเทศ รั้วสำหรับคอกนกใหญ่ จะต้องสูงอย่างน้อย 1.8 เมตร แต่ทั้งนี้จะต้องพิจารณาด้วยว่านกที่เลี้ยงเป็นประเภท คอแดง คอดำ หรือคอน้ำเงินเพราะความสูงจะแตกต่างกัน 
1.3 รั้ว จะต้องมั่นคงแข็งแรงและทนต่อแรงเตะหรือแรงปะทะของนกกระจอกเทศเมื่อวิ่งมาชน เพราะนกกระจอกเทศวิ่งเร็วอัตราเฉลี่ย 60 – 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมน้ำหนักของตัวนกอีกประมาณ 100 กิโลกรัม เป็นรั้วที่สามารถป้องกันไม่ให้สัตว์อื่นเช่นสุนัขเข้าไปรบกวนนกกระจอกเทศได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้นกกระจอกเทศเกิดความเครียดและตื่นตกใจ จะต้องไม่เป็นลวดหนาม เพราะจะทำให้นกกระจอกเทศได้รับความบาดเจ็บและผิวหนังถูกรั้วขีดข่วน รั้วดังกล่าวควรจะเป็นลวดถักหรือลวดเส้นก็ได้ หัวมุมคอกควรจะทำให้โค้งหรือมน เพราะเวลานกกระจอกเทศวิ่งเข้าไปชนแล้วไม่รู้จักถอยออกมา แต่ถ้าหากเป็นมุมฉากแล้วควรใช้ยางรถยนต์ไปปิดไว้เพื่อกันกระแทก เป็นการป้องกันการสูญเสียทางหนึ่งด้วย 
2. โรงเรือนอนุบาลลูกนกกระจอกเทศ โรงเรือนที่ดีจะต้องปิดมิดชิด สามารถป้องกันสัตว์ที่เป็นอันตรายแก่ลูกนก เช่น สุนัข แมว ได้เป็นอย่างดี ภายในโรงเรือนควรแบ่งออกเป็นห้องเล็ก ๆ ที่สามารถใช้กกลูกนกได้ห้องละ 10 – 15 ตัวมีส่วนประกอบของเครื่องกก ได้แก่ ชุดให้ความอบอุ่นและแผงกั้น ตลอดจนชุดให้น้ำและอาหารแก่ลูกนกกระจอกเทศ ห้องกกควรมีความกว้างยาวประมาณ 4 * 4 เมตร ซึ่งจะสามารถเลี้ยงลูกนกได้ โดยทั่วไปแม่นกจะทำการกกลูกนกอยู่ประมาณ 30 วัน จะใช้พื้นที่ภายในโรงเรือนประมาณ 1.20 ตารางเมตร/ตัว ซึ่งโรงเรือนอนุบาลไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่อเนกประสงค์ 
3. คอกเลี้ยงนกกระจอกเทศรุ่น สำหรับการเลี้ยงนกกระจอกเทศอายุระหว่าง 30 – 120 วันคอกเลี้ยงจะต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเช่นเดียวกับคอกเลี้ยงนกกระจอกเทศพ่อ – แม่พันธุ์ คือประกอบด้วยตัวโรงเรือนและพื้นที่เอนกประสงค์ พื้นที่ภายในโรงเรือนจะต้องใช้ขนาดเฉลี่ย 2 – 2.5 ตารางเมตร/ตัว และพื้นที่อเนกประสงค์จะต้องใช้พื้นที่เฉลี่ย 20 ตารางเมตร/ตัว การสร้างโรงเรือนจะแบ่งออกเป็นคอก ๆ โดยมีรั้วกั้นแบ่งพื้นที่ขนาด 10 * 25 เมตร ซึ่งจะสามารถเลี้ยงลูกนกได้ 10 – 15 ตัว รั้วควรมีความสูงอย่างต่ำ 1.50 เมตร ใช้ตาข่ายชนิดตาเล็กถี่ หัวลูกนกกระจอกเทศไม่สามารถลอดออกมาได้ และต้องสามารถป้องกันสุนัขและแมวได้เป็นอย่างดี ระยะห่างระหว่างรั้วไม่จำเป็นต้องมีเพราะนกวัยนี้ยังไม่ตีกันเพราะยังไม่ถึงวัยผสมพันธุ์ รางน้ำและรางอาหารสามารถปรับระดับความสูงได้และจะต้องอยู่ภายในโรงเรือนเพื่อป้องกันฝนและแสงแดดเพื่อความสะดวกในการกินอาหารของลูกนกและกระตุ้นความต้องการกินอาหารของลูกนก 
4. คอกเลี้ยงนกกระจอกเทศฝูง สำหรับการเลี้ยงนกกระจอกเทศอายุระหว่าง 4 – 14 เดือนนกกระจอกเทศวัยนี้อยู่ในระยะกำลังเติบโตเต็มที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งเพศผู้และเพศเมีย เมื่อถึงอายุ 12 – 14 เดือนขึ้นไปจึงคัดเลือกส่งตลาดและคัดออกเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และจัดกลุ่มผสมพันธุ์ในโรงเรือนเมื่อเลี้ยงได้อายุ 18 – 24 เดือนต่อไป คอกสำหรับนกกระจอกเทศฝูงจะต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเช่นเดียวกับคอกเลี้ยงนกกระจอกเทศรุ่น แต่พื้นที่ใช้สอยภายในโรงเรือนจะมากกว่า นกกระจอกเทศวัยนี้ต้องการพื้นที่ภายในโรงเรือนเฉลี่ย 10 ตารางเมตร/ตัว และพื้นที่อเนกประสงค์เฉลี่ย 250 ตารางเมตร/ตัว ควรจัดแบ่งฝูงฝูงละ 20 – 25 ตัว จะทำให้การจัดการง่าย โดยนกมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกันจะทำให้นกไม่รังแกทำร้ายกันมากนัก การกินอาหารจะไม่ได้เปรียบและเสียเปรียบกัน และยังช่วยทำให้อัตราการเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ดังนั้นโรงเรือนควรจะมีขนาด 10 * 20 เมตร หรือ 15 * 15 เมตร ภายในควรจะมีรางน้ำรางอาหารยาว 10 เมตร จึงจะเพียงพอ ส่วนพื้นที่อเนกประสงค์ควรจะมีขนาดกว้างยาว 50 * 100 เมตร มีต้นไม้ใหญ่เป็นร่มเงาบ้างในตอนกลางวันสำหรับนกได้พักผ่อน การจัดผังคอกเช่นเดียวกับคอกเลี้ยงนกพ่อแม่พันธุ์ 
การวางแผนผังฟาร์ม การวางแผนผังฟาร์มขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบหลายประการ แล้วแต่ขนาดของธุรกิจ ปริมาณนกกระจอกเทศพ่อ – แม่พันธุ์ ปริมาณนกที่จะเลี้ยงในขนาดต่าง ๆ และพื้นที่ที่จะดำเนินการ แต่โดยทั่วไปแล้วควรจะเริ่มต้นจากธุรกิจเล็ก ๆ ไปหาธุรกิจใหญ่ ปริมาณพื้นที่ดำเนินการที่มีอยู่เป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการเลี้ยงนกกระจอกเทศ การวางแผนผังฟาร์มเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการขยายกิจการต่อไป และการจัดสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงการควบคุมปริมาณนกกระจอกเทศในฟาร์มให้เหมาะสมกับพื้นที่

การให้อาหารนกกระจอกเทศ

นกกระจอกเทศ เป็นสัตว์ป่ามาก่อนที่จะนำมาเลี้ยงในระบบฟาร์ม พืชจึงเป็นอาหารหลักของนกกระจอกเทศ นกกระจอกเทศจึงจัดอยู่ในสัตว์ประเภทกินพืช (Herbivorus) แต่ก็ใช่ว่านกกระจอกเทศจะกินแต่พืชเพียงอย่างเดียว แมลงต่าง ๆ หนอนหรือสัตว์เลื้อยคลานตัวเล็ก ๆ นกกระจอกเทศก็จิกกินเช่นกัน เนื่องจากนกกระจอกเทศสามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้ในทุ่งหญ้าที่แห้งแล้ง ไม่สมบูรณ์ สัตว์อื่น ๆ เช่น วัว หรือแกะอยู่ไม่ได้ แต่นกกระจอกเทศก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ทั้งนี้เพราะนกกระจอกเทศสามารถย่อยสลายสารอาหารที่มีกากใยได้สูง 47 – 60 %
กระเพาะของนกกระจอกเทศจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นกระเพาะบด (Gizzard) เหมือนไก่ แต่ไม่มีกระเพาะพัก (Crop) และมีกระเพาะแท้ (Proventiculus) เหมือนสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Ruminant) เช่น โค กระบือ เป็นต้น นกกระจอกเทศจึงสามารถย่อยอาหารที่มีกากใยได้เป็นอย่างดี

วิธีการให้อาหารลูกนกกระจอกเทศแรกเกิด

ลูกนกเกิดใหม่จะยังมีไข่แดงอยู่ใยช่องท้องซึ่งจะใช้เวลา 3 – 4 วันเพื่อย่อยไข่แดงดังกล่าวนี้ ดังนั้น ในระยะ 3 – 4 วันแรกที่ลูกนกออกจากไข่จึงไม่จำเป็นต้องให้กินอาหาร แต่อาจจะจัดทรายหยาบ หรือเกล็ดเล็ก ๆ ขนาดเมล็ดข้าวสารตั้งไว้ให้นกกิน แต่ต้องระวังอย่าให้กินมากเกินไปส่วนใหญ่จะนิยมนำอาหารและน้ำมาตั้งให้ลูกนกกินหลังจากลูกนกออกจากตู้เกิดแล้ว 1 – 2 วัน ในระยะแรกลูกนกจะยังไม่ให้ความสนใจที่จะสอนให้ลูกนกรู้จักที่ให้น้ำและอาหาร ลูกนกอาจอดน้ำหรือได้จึงควรนำลูกปิงปองมาใส่ในภาชนะที่ให้น้ำและอาหารเพื่อให้ลูกนกสนใจและไปจิกกินอาหารและน้ำ โดยทั่วไปแล้วลูกนกชอบอาหารที่มีรูปร่างแปลก ๆ และหญ้าสด อาหารสำหรับลูกนกจะประกอบด้วย พลังงาน 2,700 – 2,800 กิโลแคลอรี โปรตีน 20 % แต่มีเยื่อใยต่ำ คือไม่เกิน 10 % อัตราส่วนของแคลเซียม (Ca) และฟอสฟอรัส(P) ต้องเหมาะสม โดยอาจจะเสริมด้วยเปลือกหอยหรือกระดูกป่น 
ลูกนกระยะนี้จะกินอาหารวันละประมาณ 10 – 20 กรัม และจะเพิ่มปริมาณขึ้นตามน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ลูกนกจะต้องการอาหารข้นวันละ 1.5 – 3 % ของน้ำหนักตัว ลูกนกจะมีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็วมาก ซึ่งจะทำให้ขาที่มีขนาดเล็กรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ไหว อาจทำให้ลูกนกขาพิการได้ จึงควรจำกัดปริมาณอาหารและให้กินอาหารวันละ 2 – 4 ครั้ง โดยให้กินอาหารหมดภายใน 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นอาจให้พืชสดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้ลูกนกกินครั้งละน้อย ๆ วันละ 3 – 4 ครั้ง โดยเลือกให้ลูกนกกินเฉพาะส่วนที่เป็นใบ เมื่อลูกนกอายุมากขึ้น จะกินอาหารที่มีเยื่อใยได้มากขึ้นถึง 20 % ของปริมาณอาหารข้น 
ส่วนน้ำจะต้องมีให้กินตลอดเวลา โดยจะต้องเป็นน้ำที่ใส สะอาด ภาชนะที่ใส่น้ำและอาหารจะต้องทำความสะอาดทุกวัน อาหารที่เหลือค้างอยู่ในรางจะต้องไม่นำกลับมาใช้อีก และจะต้องระวังไม่ให้ลูกนกจิกกินอุจจาระที่ลูกนกถ่ายออกมาเพราะจะทำให้ท้องเสียหรือเป็นโรคอื่น ๆ ได้จึงควรที่จะทำความสะอาด เก็บกวาดขี้นกออกทิ้งบ่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วง 3 – 5 วันแรก

อาหารสำหรับลูกนกกระจอกเทศ (อายุ 0 – 3 เดือน)
ลูกนกในช่วงอายุ 3 เดือนแรกจะมีอัตราการตายสูงมากกว่าช่วงอายุอื่น ๆ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการจัดการและอาหาร ดังนั้นเพื่อป้องกันการสูญเสียดังกล่าว ผู้เลี้ยงจะต้องเองใจใส่ดูแลลูกนกเป็นอย่างดี น้ำ อาหารจะต้องเหมาะสมครบถ้วนตรงตามความต้องการของลูกนก 
ในระยะนี้ลูกนกต้องการอาหารที่มีโปรตีน 20 % พลังงาน 2,700 – 2,800 กิโลแคลอรี่ และมีพืชผักสดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตั้งไว้ให้นกจิกกิน ซึ่งในระยะสองสัปดาห์แรกจะให้ครั้งละน้อย ๆ แล้วเพิ่มปริมาณของหญ้าสดตามอายุของลูกนกที่เพิ่มขึ้นหรืออาจจะปล่อยให้ลูกนกลงไปจิกกันเองในแปลงปลูกหญ้าก็ได้ แต่แปลงหญ้านี้ต้องสะอาด ปราศจากยาฆ่าแมลง หรือมีสิ่งแปลกปลอมตกหล่นอยู่ เช่น ตะปู ลวด กระดุม เศษพลาสติก เป็นต้น เพราะนกกระจอกเทศเป็นสัตว์ขี้สงสัยเห็นอะไรตกหล่นอยู่ก็จะจิกกิน ซึ่งจะทำให้นกกระจอกเทศเป็นอันตรายได้ (Hardware Disease) 
นอกจากนี้การปล่อยให้ลูกนกออกไปเดินเล่นกินหญ้าในแปลงหญ้า จะทำให้ลูกนกได้ออกกำลังกาย ขาก็จะแข็งแรงมากขึ้น อีกทั้งจะได้รับวิตามินดี (D3) จากแสงแดดอีกด้วย 
อาหารสำหรับนกกระจอกเทศรุ่น (อายุ 4 – 10 เดือน) ในระยะนี้ลูกนกกระจอกเทศต้องการอาหารที่มีพลังงาน 2,400 กิโลแคลอรี่ ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม โปรตีน 14 – 15 % และเยื่อใย 14 % และจะกินอาหารวันละ 1.5 – 2 กิโลกรัม แต่เมื่อลูกนกอายุมากขึ้นน้ำหนักตัวที่เพิ่มจะอยู่ในอัตราที่ลดลงจึงทำให้อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็จะสามารถกินอาหารที่มีเยื่อใยได้มากขึ้นด้วย ถึงแม้ว่านกกระจอกเทศในระยะนี้จะต้องการการดูแลเอาใจใส่น้อยกว่าในระยะ 3 เดือนแรก แต่ก็ไม่ควรประมาทจนขาดความเอาใจใส่ โดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพอาหารจะต้องตรงตามความต้องการและมีปริมาณที่เพียงพอ น้ำต้องใสสะอาด เสริมอาหารด้วยหญ้าหรือผักสด หรือปล่อยให้นกกระจอกเทศไปจิกกินเองในแปลงหญ้าที่สำคัญต้องมีกรวดหินตั้งไว้ให้นกกระจอกเทศด้วยเนื่องจากนกกระจอกเทศไม่มีฟันที่จะใช้ในการบดเคี้ยวอาหาร ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องหาสิ่งที่จะช่วยย่อยอาหารที่นกกระจอกเทศกินเข้าไป ในสภาพธรรมชาตินกกระจอกเทศจะจิกกินก้อนกรวด ก้อนหิน หรือทรายหยาบจากพื้นดินเพื่อไปช่วยบดอาหารในกึ๋น ดังนั้น การเลี้ยงในระบบฟาร์มก็จำเป็นจะต้องจัดหาหิน กรวด หินเกล็ดเล็ก ๆ หรือเปลือกหอยป่น ตั้งไว้ให้นกกระจอกเทศกิน แต่จะต้องคอยสังเกตุด้วยว่าอย่าให้นกกระจอกเทศกินมากเกินไปจนทำให้ไปอุดตันในระบบทางเดินอาหาร

อาหารสำหรับนกกระจอกเทศขุน (อายุ 11 – 14 เดือน) 
นกกระจอกเทศที่อายุ 8 – 10 เดือน จะมีน้ำหนักตัวประมาณ 65 – 95 กิโลกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ อาหารและการจัดการ ในบางแห่งจะซื้อขายกันที่น้ำหนัก 90 – 95 กิโลกรัม แค่บางแห่งเท่านั้นที่อาจจะต้องการที่น้ำหนัก 100 – 110 กิโลกรัม อาหารที่นกกระจอกเทศระยะนี้ต้องการคือ มีพลังงาน 2,500 กิโลแคลอรี่ ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม โปรตีน 14 – 16 % และเยื่อใย 16% ระยะนี้นกกระจอกเทศจะกินอาหารวันละ 2.0 2.5 กิโลกรัม ทั้งนี้ หญ้าหรือพืชผักจะต้องมีให้กินหรือปล่อยในแปลงหญ้าก็ได้ และที่ขาดไม่ได้คือ น้ำสะอาดต้องมีให้กินตลอดเวลา 
อาหารสำหรับนกกระจอกเทศพ่อ – แม่พันธุ์ (อายุ 14 เดือนขึ้นไป) อาหารที่ใช้เลี้ยงจะประกอบด้วย พลังงาน 2,400 – 2,600 กิโลแคลอรี ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม โปรตีน 14 % และเยื่อใย 16 % ซึ่งการให้อาหารนกกระจอกเทศในช่วงนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

  • ช่วงผสมพันธุ์ (Laying Period)
  • นอกฤดูผสมพันธุ์ (Off Season)

นกกระจอกเทศในช่วงผสมพันธุ์จะมีความต้องการอาหารที่มีพลังงานและโปรตีนสูงเพื่อใช้ในการสร้างไข่ ซึ่งถ้าอาหารดีตรงตามความต้องการจะทำให้ได้ไข่ที่มีเชื้อดีด้วย นอกจากนี้จะต้องพิจารณาอัตราส่วนของแคลเซียมและฟอสฟอรัส (Ca : P) โดยทั่ว ๆ ไป อัตราส่วนของแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสจะเท่ากับ 1 : 0.5 – 0.6 ถ้าในสูตรอาหารมีแคลเซียมมากเกินไปจะทำให้ไปหยุดยั้งการทำงานของแมงกานีสและสังกะสี ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการมีเชื้อของไข่ สำหรับอาหารนกกระจอกเทศนอกฤดูการผสมพันธุ์เป็นอาหารที่กินเพื่อดำรงชีพเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีพลังงานมากนัก สามารถให้พืชหญ้าได้มาขึ้น จนเมื่อใกล้ฤดูผสมพันธุ์อีกจึงจะขุนนกกระจอกเทศให้มีร่างกายสมบูรณ์แต่ระวังอย่าให้อ้วนเกินไป