ปศุสัตว์เขต 9


 
 
 
 
 
 

กิจกรรมของสำนักงานปศุสัตว์เขต 9

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จเปิดในงาน ของดีนราธิวาส ประจำปี 2562
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 เวลา 9.30 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมร...

อ่านข่าวทั้งหมด

ข่าวสารประชาสัมพันธ์

ความรู้เผยแพร่ด้านปศุสัตว์

ไอคอนลิงค์

เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

แผนพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชา IDP

แผนพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชารอบ 2/2562
 
- หลักฐานประกอบ (สำรองไฟล์)

สถิติผู้เข้าชม

006590
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
77
50
127
5953
637
1916
6590

Your IP: 103.55.142.126
2019-12-09 19:08

กำลังออนไลน์

มี 70 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

              ในปี พ.ศ.2538 ได้มีการนำกวางพันธุ์รูซ่า (Cervus timorensis) จากประเทศนิวคาลิโดเนีย ซึ่งเป็นกวางที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีอนุสัญญาการค้าระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองสัตว์ป่าที่หายาก The Convention on International Trade in Endangered Species (CITES) หรือในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 โดยสหกรณ์กวางแห่งประเทศไทย จำนวนกว่า 1,500 ตัว ให้กับเกษตรกรสมาชิก 240 ราย ปัจจุบันคาดว่า (2538-2544) มีกวางรูซ่าเลี้ยงขยายพันธุ์อยู่ทั่วประเทศประมาณ 5,000 ตัว ขณะที่สถิติจำนวนกวางในประเทศไทยแสดงตามภาคต่างๆ ระหว่างปี 2541-2542 มีกวางจำนวน 2,000 ตัว

          ขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุง แก้ไขกฎหมายอนุญาตให้เลี้ยงกวางไทยเป็นสัตว์เศรษฐกิจได้แล้ว เนื่องจากกวางไทยมีขนาดใหญ่ให้ผลผลิตเขา เนื้อ และหนังมากกว่ากวางรูซ่า จึงนับว่าเป็นข่าวดีของวงการเลี้ยงกวาง

          อย่างไรก็ตามการเลี้ยงกวางต้องใช้ต้นทุนสูง ค่ารั้ว โรงเรือน อาหาร และค่าพันธุ์กวางรูซ่า ตัวละ 15,000 -25,000 บาท ขึ้นอยู่กับอายุ ขนาด และสภาพตัวสัตว์ สำหรับในการทำฟาร์มกวางมีการประมาณค่าใช้จ่ายลงทุน จะเป็นค่าที่ดิน 55% ค่าพันธุ์กวาง 23% ค่ารั้ว 11% อุปกรณ์ 4% และค่าอาหารแปลงหญ้า 7% ผลการเลี้ยงจะคืนทุนเมื่อเข้าสู่ปีที่ 5-6 ดังนั้น จึงต้องมีเงินลงทุนระยะยาว แต่อาจสามารถลดต้นทุนลงได้โดยใช้กวางที่เกิดในประเทศเป็นแม่พันธุ์ ใช้วัสดุพื้นบ้านในการกั้นคอก และจัดหาวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรเลี้ยงกวาง

          โดยทั่วไปเกษตรกรจะจำหน่ายลูกวางรูซ่าเพื่อนำไปเลี้ยงขยายพันธุ์ต่อตัวละ 15,000-25,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด อายุ และความสมบูรณ์พันธุ์ การจำหน่ายเขากวางอ่อนอบแห้ง ราคาส่ง กก.ละ 8,000-10,000 บาท

           ราคาการจำหน่ายเขาให้กับผู้บริโภคแบ่งตามสรรพคุณเป็น 3 ส่วน
           -  ส่วนปลายยอดของเขาอ่อนมีราคาแพงที่สุด เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนะมากกว่าส่วนอื่น
           -  ส่วนกลางใช้รักษาโรคไข้ข้อ
           -  ส่วนโคนเขาใช้รักษาในผู้ชราที่ขาดแร่ธาตุแคลเซี่ยม

           ผลผลิตน้ำหนักของเขากวางและคุณภาพแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์และอายุกวาง คุณภาพของเขากวางสามารถแบ่งได้เป็นเกรด โดยเขากวางคุณภาพดีจะมีความยาวของลำเขา (beam) ไม่น้อยกว่า 40 ซ.ม. ขนาดเส้นรอบวงของลำเขาไม่น้อยกว่า 18 ซ.ม. หรือสามารถทำเป็นผลิตภัณฑ์เขากวางอ่อนในรูปแคปซูลจำหน่าย เม็ดละ 12-25 บาท (ขณะที่ต่างประเทศขายในราคา 50 บาท) สำหรับราคาจำหน่ายเนื้อกวางชำแหละ กก.ละ 300-600 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพและชิ้นเนื้อส่วนต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถจำหน่ายหนังกวางส่งโรงฟอกเพื่อทำเครื่องหนังเป็นสินค้าส่งออกราคาแพง

          ในปี 2541-2542 มีการนำเข้าเนื้อกวางปีละจำนวนกว่า 2,000 กก. เป็นเงินประมาณ 500,000 บาท รวมทั้งในปี 2542 มีการนำเข้าเขากวางอ่อน 1 ตัน เป็นเงินกว่า 440,000 บาท เนื่องจากธุรกิจฟาร์มเลี้ยงกวางในประเทศยังอยู่ในช่วงระยะเริ่มต้น เกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายพันธุ์กวางระหว่างเกษตรกรด้วยกันเพื่อนำไปใช้ขยายพันธุ์ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาด ผู้บริโภคมากขึ้น อาจทำให้ต้องหาตลาดต่างประเทศรองรับ

โอกาสการส่งออก


          การเลี้ยงกวางรูซ่าในประเทศออสเตรเลียมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตเนื้อเขากวางอ่อนเป็นเพียงผลพลอยได้ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ได้จากการจำหน่ายเนื้อกวางสูงถึง 90% เขากวาง 6% และกวางมีชีวิต 4% ตลาดการส่งออกของเนื้อกวางส่วนใหญ่อยู่ในแถบประเทศยุโรปและอเมริกาซึ่งนิยมบริโภคเนื้อกวางเพื่อสขภาพกันมาก เนื่องจากเนื้อกวางมีไขมันปริมาณค่อนข้างค่ำและมีไขมันประเภทอิ่มตัว (คลอเรสเตอรอลที่เป็นสาเหตุไขมันอุดตันในเส้นเลือดน้อยมาก ขณะเดียวกันกรดไขมันในเนื้อกวางเป็น essential fatty acid ที่จำเป็นต่อร่างกายมีอยู่ในปริมาณค่อนข้างสูง)

ลักษณะทั่วไปของกวาง

          กวางเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม กีบคู่ เคี้ยวเอื้อง จัดอยู่ใน

ลำดับ Order : Artioduatgla
  วงศ์ Family : Cervidae
    วงศ์ย่อย sub-family : 4 วงศ์ย่อย
      สกุล Genus : 16 สกุล
        ชนิด Species : 37 ชนิด

          กวางสามารถอาศัยอยู่ในทุกสภาพภูมิอากาศ มีการกรจายพันธุ์ตั้งแต่ทวีปอเมริกา เอเชีย ยุโรป และแอฟริกา สำหรับกวางในสกุล Cervus ที่พบในประเทศไทย มี 4 ชนิด คือ สมัน (Schomburk's deer, Cervus schomburhki ) ละองละมั่ง (Brow-antlered deer, Cervus eldi ) เนื้อทรายและกวางป่า กวางป่าเป็นชนิดย่อย (sub-species) Cervus uniculor equinus  (สวัสดิ์,2527)

ลักษณะทางกายภาพของกวาง

 

ฟัน
โตเต็มที่มีฟันแท้ 32-34 ซี่
- ฟันบนประกอบด้วย ฟันเขี้ยว 0-2 ซี่ ฟันเคี้ยว 6 ซี่ ฟันบด 6 ซี่
- ฟันล่างประกอบด้วย ฟันตัด 6 ซี่ ฟันเขี้ยว 2 ซี่ ฟันเคี้ยว 6 ซี่ ฟันบด 6 ซี่
ต่อมน้ำตา
(facial gland)
อยู่ใต้หัวตาทั้ง 2 ข้าง ลักษณะเป็นร่อง ทำหน้าที่คัดหลั่งสิ่งขับที่มีกลิ่นฉุน ไหลตามร่องน้ำตา เพื่อปล่อยกลิ่น โดยกวางจะเอาหน้าถูกตามต้นไม้เป็นการแสดงอาณาเขต
เขา (antler)
กวางมีเขาเฉพาะตัวผู้ ยกเว้นกวางเรนเดียร์ ตัวเมียจะมีเขาด้วย และกวางมัสค์ จะไม่มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย
กระเพาะอาหาร
มี 4 กระเพาะ กวางไม่มีถุงน้ำดี ยกเว้นกวางมัสค์ที่มีถุงน้ำดี
เต้านม
มี 4 เต้า

 

พันธุ์กวางที่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจในประเทศไทย


          การทำฟาร์มกวางในประเทศไทย มีข้อจำกัดในการห้ามเลี้ยงกวางป่า เนื่องจากเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติให้ทำการเพาะเลี้ยงในเชิงการค้าได้ โดยต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ เพื่อป้องกันควบคุมการลักลอบจับสัตว์ป่าเพื่อการซื้อขาย พันธุ์กวางที่เลี้ยงทั่วไป ได้แก่

กวางป่า หรือกวางม้า
มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซีย เกาะสุมาตรา อินเดีย จีน ไต้หวัน กัมพูชา ลาว และไทย เป็นกวางที่มีขนาดใหญ่ สีน้ำตาลเข้ม
เนื้อทราย
มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย พบได้ใน พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม และไทย มีขนาดเล็ก-กลาง
กลางดาว
เป็นกวางที่มีขนาดเล็ก เลี้ยงอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี อุปนิสัยค่อนข้างเชื่องกว่าพันธุ์อื่นๆ
กวางรูซ่า
มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ขนาดกลาง สีขนเทาจนถึงน้ำตาลเหลือง
กวางซีก้า
มีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น จีน เวียดนาม เป็นกวางที่มีขนาดกลาง ขนสีเหลืองอมน้ำตาล นิยมเลี้ยงเพื่อตัดเขากวางอ่อน
กวางฟอลโล
มีถิ่นกำเนิดในยุโรป ลำตัวสีเทา-น้ำตาล มีจุดสีขาวหางยาว
กวางแดง
มีถิ่นกำเนิดในยุโรป ขนสีน้ำตาลแดง มีขนาดใหญ่


ตารางที่ 3 ชนิดพันธุ์กวางที่สามารถเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจในประเทศไทย

พันธุ์กวาง
ชื่อสามัญ
ชื่อวิทยาศาสตร์
ประเภทสัตว์
กวางป่า, กวางม้า
Sambar deer
Cervus uniculor
สัตว์เศรษฐกิจ
เนื้อทราย
Hog deer
Cervus porcinus
สัตว์เศรษฐกิจ
กวางดาว
Chital deer
Axis axis
สัตว์เศรษฐกิจ
กวางรูซ่า
Rusa deer
Cervus timorensis
สัตว์เศรษฐกิจ
กวางซีก้า
Sika deer
Cervus nippon
สัตว์เศรษฐกิจ
กวางแดง
Red deer
Cervus elaphus
บัญชีไซเตรส
กวางฟอลโล
Fallow deer
Dama dama
บัญชีไซเตรส

ที่มา : Grzimek (1984)

ตารางที่ 4 ข้อมูลจำเพาะของกวางพันธุ์ต่างๆ

พันธุ์กวาง
น้ำหนัก (กก.)
ส่วนสูง (ซ.ม.)
ความยาว (ซ.ม.)
ระยะอุ้มท้อง (วัน)
กวางป่า (อินเดีย)
150-315
120-150
170-270
240
เนื้อทราย
70-110
60-75
105-115
220-235
กวางดาว
75-100
75-97
110-140
210-225
กวางรูซ่า
102
110
-
252
กวางซีก้า
45-80
63-109
110-170
222-240
กวางแดง
75-340
75-150
165-265
225-262
กวางฟอลโล
35-200
80-105
130-235
232-237

ที่มา : Grzimek (1984)

กวางป่า หรือ กวางม้า "กวางไทย"

 

           ลักษณะทั่วไป  
           - ถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียใต้ ตั้งแต่ อินเดีย ศรีลังกา เนปาล พม่า ภูฎาน ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบางส่วนของจีน
           - มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้
           - สีขาวแกมน้ำตาลเข้ม หางค่อนข้างสั้น แต่ใหญ่ หางยาวประมาณ 26-30 ซ.ม. ขนหางด้านล่างมีสีขาว เพศเมียมีสีอ่อนกว่า
           - บริเวณหัวตาแต่ละข้างจะมีแอ่งน้ำตาขนาดใหญ่ เรียกว่า ต่อมใต้กระบอกตา ใช้ในการผลิตสารที่มีกลิ่นฉุนสำหรับสื่อสารและบอกอาณาเขต จะขยายใหญ่ช่วงฤดูผสมพันธุ์
           - เพศผู้อาจมีน้ำหนักถึง 320 กก. แต่ทั่วไปน้ำหนักเฉลี่ย 250 กก. วัดความยาวจากปลายจมูกถึงโคนหาง 180-200 ซ.ม. ความสูงจากพื้นถึงไหล่ 140-160 ซ.ม.
           - เพศเมียอาจมีน้ำหนักถึง 250 กก. เฉลี่ย 155 กก. สูง 120 ซ.ม.

          อุปนิสัย
          ชอบอยู่สันโดษ โดยเฉพาะตัวผู้ ได้ชื่อว่าเป็นกวางที่มีการรวมฝูงน้อยที่สุด รวมฝูงประมาณ 2-4 ตัว และส่วนใหญ่จะไม่ต่อสู้เพื่อคุมฝูงตัวเมีย อาศัยในป่าธรรมชาติทุกภาคของประเทศไทย ชอบหากินในทุ่งโล่งและชายป่าในเวลากลางคืนและช่วงเช้า เมื่ออากาศร้อนจะหลบซ่อนไปนอนตามพุ่มไม้ชายป่า และบางครั้งขอบนอนแช่ในปลักเช่นเดียวกับควาย สายพันธุ์ที่พบในไทยเป็นสายพันธุ์ย่อย ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cervus unicolor equinus (สวัสดิ์, 2527)
         กินใบไม้ ประมาณ 66.6% กินหญ้าประมาณ 20.4% และเป็นพืชตามพื้นดินและลูกไม้ประมาณ 13% (Jac Saxton, 1983) และได้ชื่อว่า สามารถปรับพฤติกรรมการกินได้สูงสุด ทั้งนี้ ขึ้นกับแหล่งอาหารและอาหารที่มี


ขอบคุณที่มาโดยกองปศุสัตว์สัมพันธ์ :: รายละเอียดเพื่มเติมการเลี้ยงกวาง